19 พฤษภาคม 2024
หุ้น

ดาวโจนส์ปิดบวก 133.86 จุด จับตาผลประชุมเฟด-รายได้บริษัทเทคโนฯ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร (30 ม.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนลบ ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน ก่อนที่ตลาดจะรู้ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึงอัลฟาเบทและไมโครซอฟท์

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 38,467.31 จุด เพิ่มขึ้น 133.86 จุด หรือ +0.35%,
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,924.97 จุด ลดลง 2.96 จุด หรือ -0.06% และ
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,509.90 จุด ลดลง 118.15 จุด หรือ -0.76%
    บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างผันผวนเมื่อคืนนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมเฟดซึ่งจะมีการแถลงในวันนี้ (31 ม.ค.) ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย รวมทั้งรอฟังการแถลงข่าวของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเกือบ 100% ต่อคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมครั้งนี้

อย่างไรก็ดี ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานของสหรัฐที่ออกมาสูงเกินคาดสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่งมากเกินกว่าที่เฟดจะพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.

ทั้งนี้ สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 101,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 9.026 ล้านตำแหน่งในเดือนธ.ค. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 8.750 ล้านตำแหน่ง

ตัวเลข JOLTS เป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของเฟด

หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มการเงินพุ่งขึ้น 1.2% และดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 1%

ส่วนดัชนีหุ้นกลุ่มขนส่งซึ่งมีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ ปรับตัวลงหลังจากบริษัทยูไนเต็ด พาร์เซล เซอร์วิส (UPS) ซึ่งเป็นบริษัทจัดส่งพัสดุภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐเปิดเผยว่า ปริมาณการจัดส่งพัสดุภัณฑ์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศปรับตัวลดลงในไตรมาส 4/2566 พร้อมกับปรับลดคาดการณ์รายได้ในปีงบการเงิน 2567

หุ้นเจเนอรัล มอเตอร์ (GM) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของสหรัฐ พุ่งขึ้น 7.8% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรต่อหุ้นในไตรมาส 4/2566 อยู่ที่ 1.24 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.16 ดอลลาร์

หุ้นไฟเซอร์ ซึ่งเป็นบริษัทเวชภัณฑ์รายใหญ่สุดของสหรัฐ ร่วงลง 1.67% หลังบริษัทเปิดเผยว่ารายได้จากการจำหน่ายยาและวัคซีนที่ใช้รักษาโรคโควิด-19 ปรับตัวลดลงในไตรมาส 4/2566

หุ้นกลุ่มธนาคารดีดตัวขึ้น หลังจากหุ้นซิตี้กรุ๊ปและหุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา พุ่งขึ้นกว่า 3% โดยได้แรงหนุนจากการที่นักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ ปรับเพิ่มน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นธนาคารทั้งสองแห่ง

นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทไมโครซอฟท์และอัลฟาเบทซึ่งจะมีการเปิดเผยหลังจากตลาดปิดทำการ

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูข้อมูลแรงงานของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยในวันนี้จะมีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนม.ค.จาก ADP และในวันพรุ่งนี้สหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ส่วนในวันศุกร์ สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 173,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. ซึ่งชะลอตัวจากระดับ 216,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.8% ในเดือนม.ค. จากระดับ 3.7% ในเดือนธ.ค.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กอบศักดิ์ พอใจ 3 สัปดาห์ ซื้อกองทุน Thai ESG กว่าแสนคน

ThaiSmartBiz

แบงก์แห่ออกเงินฝากสกุลดอลลาร์ เปิดเหตุผลทำไมจ่ายดอกเบี้ยได้สูง

ThaiSmartBiz

ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบ จากแรงขายทำกำไรหลังพุ่งแรง

ThaiSmartBiz